มีโอกาสได้ออกกำลังกาย หลังจากไม่ได้ออกกำัลังกายมาราวหกเดือน จะว่าไปช่วงที่ไม่ได้ออกกำลังกายเนืองจากงานที่เข้ามาเยอะ ประกอบกับสถานที่ไม่เหมาะสมจะออกกำลังกายได้ ทำให้คิดอะไรออกได้อย่างว่า การไม่ออกกำลังกายนี่มันเป็นบาปประการหนึ่งเลยทีเดียว
หนึ่งเนื่องจากไม่ออกกำลังกาย ทำให้สมาธิแตกซ่านทำงานช้าหรือไม่ได้ดี ประชุมทีไรก็ง่วงเหงานอน ไม่ได้แสดงไอเดียที่เหมาะสมสักเท่าไหร่ เป็นการทำร้ายคนอื่นทางอ้อมได้ดีทีเดียว (ถ้าคิดว่าพอเราเป็นต้นเรื่องประชุม แล้วเห็นคนอื่นง่วงเราก็หมดกำลังใจไปได้เหมือนกันนะ) สองการไม่ออกกำลังกายอาจจะทำให้หงุดหงิดง่ายเหมือนผู้ชายวัยทอง ทั้งๆที่ห่างกันเป็นห้าสิบปี (อิอิ) การหงุดหงิดง่ายก็เหมือนทำร้ายคนอื่นอีกอยู่ดี สามการไม่ออกกำลังกายคือการทำร้ายตัวเองดีๆ นี่เอง หัวใจ ปอด กล้ามเนื้อ สมอง รวมถึงสติปัญญาและสมาธิในการทำงานที่จำเป็นอย่างมาก !!
การออกกำลังกายให้ได้ถูกต้องตามลักษณะของกายวิทยาแล้ว ตำราว่าให้ออกกำลังกายหนักประมาณสามสิบนาทีถึงสี่สิบนาที (วิ่ง) หรือใช้วิธีการนับชีพจรเอา (จำตัวเลขไม่ได้) เออ พูดอะไรเนี้ย ว่าจะวกเข้าเรื่องสักหน่อย
วิ่งไปรอบหนึ่ง ก่อนวิ่งเดินเสียรอบหนึ่งเพื่อปรับสภาพ (ปรับสภาพให้รับได้ว่า เออหลังจากนี้ต้องวิ่งนะโว้ย) เมฆลอยมาเป็นกลุ่ม เต็มท้องฟ้าเลย สังเกตว่าเมฆทะมึนและลอยผั่านเร็วมาก (ในใจแอบคิดว่า เออมันจะต้องผ่านไปและตูจะได้วิ่งต่อแน่นอน) เล็งและทายไว้ (คิดเหมือนตอนจะใบ้หวย) งวดนี้ไม่ตกแน่นอน (สัญญากับตัวเองว่าถ้าไม่ตกจะวิ่งสักห้ารอบ :-)) หลังจากวิ่งครบหนึ่งรอบ (โดนหมาเห่าไล่อีกแล้วโว้ย เซ็ง) มันก็เริ่มมีเม็ดฝนตกลงมา ไม่เกินสามสิบวิ ลมกรรโชกแรง ใบไม้ปลิวว่อนไปทั่ว น้ำที่ขังไว้ไหลเพราะแรงลม (ทั้งที่ไม่มีลู่วิ่งของน้ำ แต่ยังไหลได้) ที่แรงมาก หลังจากนั้นไม่เกินอึดใจเดียว จำได้ว่าสิบวิ มันก็เทลงมาครับ ท่านผู้อ่านที่เคารพรัก
ฝนตก จนฟ้าเป็นสีเทา ถ้าเขียนเิวิร์ดต้องเลือกสีเทาประมาณ 70% นะครับ แบบนั้นเลยทีเดียว
ตอนนั้นมองออกไปนอกหน้า่ต่าง ว่าจะทำเป็นพระเอกมิวสิค นั่งเหม่อลอยเหงา แต่นึุกขึ้นได้ ดีใจหวะไม่ต้องวิ่งแล้ว ขึ้นไปทำงานต่อดีกว่า (ฮา)
ปล ฝนตกตั้งแ่ต่ราวหกโมงถึงสี่ทุ่มครับ นี่มันหน้าฝนนะคร้าฟฟฟ